The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

Go down

The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by Dollars on Mon Mar 22, 2010 12:59 pm

The Dearest One

Celty MC


BEWARE!! ANIME SPOILER!!








ถึงแม้ระยะหลัง งานจะหนักหนาขึ้นทุกวัน จนทำให้เธอไม่มีแม้แต่เวลาจะผ่อนคลาย กระนั้น ทุกคืน เธอก็ยังคงหวนรำลึกถึงเมื่อครั้งก่อนเก่าที่เธอ และม้าคู่ใจยังห้อตะบึงไปตามถนนหนทางในไอร์แลนด์ เสียงการมาเยือนของเธอมักนำมาซึ่งความพรั่นพรึงและยำเกรงบนใบหน้าของชาวบ้าน เธอจดจำประสบการณ์ช่วงนั้นไม่ได้มากแล้ว กาลเวลาได้ทำให้มันหลงเหลือเพียงภาพเลือนราง เสียง และสัมผัสเท่านั้น

ใช่แล้ว สัมผัสอุ่นไอของศีรษะในอ้อมแขนของเธอ เส้นผมสีแดงหยักศกนุ่มสลวยราวเส้นไหม ลมหนาวทำให้แก้มของศีรษะนั้นพลันแดงระเรื่อเหมือนพวงกุหลาบ

เธอสูญเสียสิ่งที่เธอหวงแหนที่สุดไปแล้ว สูญเสียไปพร้อมกับความทรงจำที่เหลือทั้งหมด




“งานใหม่เป็นงานจากร้านอาหารเกาหลีในย่านโอคุโบะ อาจจะออกนอกเส้นทางที่เธอเคยไปประจำสักหน่อย ถ้าจะไม่รับงานก็ได้นะ เจ้าของงานบอกว่าไม่รีบร้อนอะไร”

เซลตี้ฟังประโยคสุดท้ายของชินระ แล้วก็ส่ายศีรษะ เธอพิมพ์ตอบชายหนุ่มผ่าน PDA

‘ฉันทำงานนี้ไหว เอาที่อยู่รับ-ส่งของมาเถอะ’

ชินระยื่นใบกระดาษพับให้เซลตี้ ผู้ยื่นมือออกมารับ ควันสีดำยืดออกมาจากปลายแขนเสื้อของหญิงสาว ตวัดใบกระดาษจากมือของชินระ แล้วผลุบหายเข้าไป หากเป็นคนธรรมดา คงกรีดร้องเสียงหลงไปแล้ว ทว่าชินระผู้ชินชากับเรื่องนี้ กลับยิ้มสดใสด้วยรอยยิ้มตามแบบฉบับของเขา พลางสอดมือทั้งสองลงกระเป๋าเสื้อกาวน์

“วันนี้ก็ขอให้โชคดีในการทำงานนะ เซลตี้ ผมจะรอเธอนะ”

ใบหน้าของชินระดูใสซื่อแบบเด็กๆ

เซลตี้พยักคอลงเล็กน้อย แล้วเดินออกจากอพาร์ทเมนท์ไป ระหว่างทางออก ก็ไม่ลืมจะคว้าหมวกกันน็อกของเธอติดมือไปด้วย





สำหรับเซลตี้ ความรู้สึกที่เธอมีต่อชินระ อย่างไรก็ไม่ใช่อย่างเดียวกับที่ชินระมีต่อเธอ

ชินระคือคนที่เธอผูกพันอย่างสมาชิกครอบครัวคนหนึ่ง เธอทราบความรู้สึกที่เขามีต่อเธอแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าควรตอบรับอย่างไร หากจะคบกันอย่างคู่รัก เธอก็ไม่รู้สึกรังเกียจ เพียงแต่เนื่องจากไม่เคยมีความสัมพันธ์รูปแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทำให้เธอยังพะว้าพะวงในใจอยู่

ข้อสำคัญที่สุดคือ ดุลลาฮานกับมนุษย์จะคบกันเฉกคู่รักได้หรือ

เมื่อใดที่เธอตามหาศีรษะของเธอพบ เธอก็จะต้องจากเขาไป

ในทางกลับกัน เมื่อใดที่เขาแก่ตัวลงและตายจากไป เธอก็จะต้องอยู่อย่างเดียวดาย

จะว่าไป ความรู้สึก ‘รัก’ เป็นอย่างไรกันแน่นะ

ความคิดเหล่านี้สับสนปนเปกันยุ่งเหยิงในหัวคิดของเซลตี้ ระหว่างที่เธอตะบึงมอเตอร์ไซค์สีดำสนิทไปตามถนนที่ว่างโล่งเนื่องจากยังเช้าอยู่มาก

ควันสีดำจากปลายแขนเสื้อข้างขวาตวัดเอากระดาษพับขึ้นมา เธอก้มลงอ่านที่อยู่อย่างรวดเร็ว เก็บกระดาษกลับเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหักเลี้ยวมอเตอร์ไซค์ที่หัวมุมถนน ทั้งที่ขับอย่างรวดเร็ว และอันตรายเช่นนี้ ทว่า การเคลื่อนไหวกลับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและไร้สุ้มเสียง

นั่นก็เพราะเธอคือไรเดอร์ไร้หัว ผู้ที่ทั้งร่างกายสร้างขึ้นมาจากเงา เงาไม่อาจส่งเสียงใดได้

เธอคือตำนานของเมืองอิเคบุคุโระนี้ ตำนานที่เร่ร่อนจากภูมิลำเนามาไกลแสนไกล





ร้านอาหารที่เธอต้องไปรับของนั้นเพิ่งจะเปิดทำการได้ไม่ครบชั่วโมงดี พนักงานเชื้อชาติเกาหลีต่างก็ขนย้ายข้าวของวุ่นวาย ส่งเสียงดังเอะอะเป็นภาษาที่เธอไม่รู้จัก หากจะป้อนข้อมูลภาษานี้ให้ตนเอง ก็ทำได้ไม่ยาก แต่เซลตี้ต้องการจดจ่อกับงานมากกว่า เธอเดินตรงไปหาพนักงานชายคนหนึ่งที่กำลังจัดเก้าอี้อยู่ และพิมพ์ข้อความลง PDA ยื่นให้เขาอ่าน หวังสุดหัวใจว่าเขาจะเข้าใจ

‘ฉันมารับของจากเจ้าของร้าน’

พนักงานชายใช้เวลาอ่านนานกว่าคนญี่ปุ่น จนเซลตี้เริ่มหวั่นใจขึ้นมา แต่ในที่สุด เขาก็พยักหน้าหงึกหงักให้กับเธอ และผายมือให้เธอเดินนำหน้าเขาผ่านช่องประตูที่มีม่านลูกปัดคลุม ผ่านทางเดินคับแคบไปยังประตูบานท้ายสุด ซึ่งเป็นประตูห้องพักส่วนตัวของเจ้าของร้าน พนักงานชายทิ้งเซลตี้ไว้หน้าประตู ส่วนเจ้าตัวรีบเดินกลับไปทำงานต่อ

เมื่อเปิดเข้าไปในห้อง เซลตี้ก็รับรู้ถึงควันหนาทึบกลิ่นแปร่งในห้องทันที เจ้าของร้านสูบบุหรี่ แต่ไม่ยอมเปิดพัดลมระบายอากาศ หมู่ควันสีเทาจึงอบอวลอยู่เต็มห้อง

“เข้ามา เข้ามา”

เสียงแหบห้าวฟังห้วน สำเนียงแปร่งประหลาด

ทั้งห้องทาสีเขียวใบไม้ ตั้งแต่เพดาน ผนัง ตลอดจนพื้นคอนกรีต พรมเก่าสกปรกสีน้ำตาลปูอยู่กลางห้อง ทั้งห้องมีเครื่องเรือนเพียงโต๊ะทำงานสีเทา กับเก้าอี้ไม้หลังโต๊ะ เจ้าของร้านนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น เท้าแขนข้างที่มือคาบบุหรี่ไว้กับโต๊ะ ส่วนลำตัวหันไปทางผนังด้านที่มีหน้าต่างกระจกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าบานแคบ แสงแดดร้อนระอุทอผ่านกระจกที่มีรอยด่างดวง สร้างรูปลักษณ์ลวงตาบนม่านควันบุหรี่หนาทึบ

เซลตี้โบกมือไล่ควันออกจากบริเวณใบหน้าของเธอ เธอพิมพ์ข้อความลง PDA แล้วยื่นให้คนตรงหน้าอ่าน

‘ต้องการให้ฉันไปส่งของที่ไหน’

เจ้าของร้านหันมามองเธอ ใบหน้าของเขาเหลี่ยมเป็นสีน้ำตาลหยาบกร้าน ริ้วรอยนับไม่ถ้วนราวเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความทุกข์ทรมานที่ต้องเผชิญมาเนิ่นนาน ดวงตาสีดำดุดันราวพญาสิงห์ ผมที่คลุมศีรษะเพียงบางๆ เป็นสีเทาดอกเลา ท่าทางของเขาไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

“เจ้ากล่องนี่” ชายชราพูดเสียงห้วน พยักพเยิดไปที่กล่องสีดำสนิท ผูกโบสีม่วงบนโต๊ะ “อยากให้เอาไปส่งให้ที่ ‘ตึกสีฟ้า’ ที่อยู่ให้ไปเอาจากพนักงานเคาน์เตอร์หน้าร้าน ส่งของให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาเอาเงินสดจากฉัน เห็นผู้จัดการของเธอบอกว่ารับแต่เงินสดเท่านั้นนี่ ใช่ไหม”

ผู้จัดการที่ว่า คงหมายถึงชินระสินะ

คิดแล้ว เซลตี้ก็พิมพ์ PDA ตอบไป

‘เข้าใจแล้ว จะจัดการให้ตามที่ต้องการ’

ชายชราหรี่ตามองเธอ “พูดไม่ได้หรือ”

เซลตี้ชะงักมือที่ถือ PDA ค้าง เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้า

ชายชราพยักหน้าหงึกหงัก

“แต่อย่างน้อยก็ฟังที่ฉันพูดรู้เรื่องสินะ จะพูดให้รวบรัดที่สุดแล้วกัน รับที่อยู่จากพนักงานของฉันเสร็จแล้ว พอไปถึงตึกสีฟ้า พยายามส่งให้ถึงมือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในนั้น อย่าให้คนอื่นรับเด็ดขาด และถ้าไม่ใช่เด็กผู้หญิงออกมารับ ให้เอาของกลับมาที่นี่ เข้าใจหรือเปล่า”

นานาคำถามประดังประเดเข้าหัวของเซลตี้ แต่ถ้าเธอตั้งคำถามกับภารกิจทุกชิ้นที่เธอได้รับแล้วล่ะก็ เธอคงต้องตกงานในไม่ช้าแน่นอน ดังนั้น หญิงสาวจึงได้แต่พยักหน้ารับคำไป

เมื่อเห็นว่าชายชราไม่กล่าวอะไรต่ออีก เซลตี้จึงหยิบกล่องขึ้นมาถือไว้ แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไป

...คิดไปเองหรือเปล่านะ...

ระหว่างทาง เธอก็นึกกับตัวเอง

...พอบอกว่าพูดไม่ได้แล้ว เจ้าของร้านฟังเสียงอ่อนลงไปโข...





เมื่อออกมานอกร้าน เซลตี้ก็ใส่กล่องสีดำลงกระเป๋าสะพายหนังสีน้ำตาลที่เตรียมมา เธอสะพายกระเป๋านั้น แล้วขึ้นนั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะตะบึงออกจากตำแหน่งเดิมไปอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่า เธอกำลังถูกจับจ้องจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังหลบอยู่หลังอาคารหัวมุมถนน

หนึ่งในคนกลุ่มนั้นเป็นชายร่างสูงผอมผิวคล้ำ สวมแว่นดำปิดบังดวงตา เขากรอกเสียงลงมือถือที่ยกแนบหู

“เป้าหมายออกเดินทางไปแล้ว ตามจับให้ได้ล่ะ ต้องเอาของมาให้ได้”





ณ ปลายสาย ชายร่างอ้วนส่งเสียงรับคำในลำคอ เขาวางสาย สอดมือถือลงกระเป๋ากางเกง และบิดกุญแจสตาร์ทรถ รถของเขาเป็นรถแวนสีน้ำตาลกากี นอกจากเขาที่นั่งที่ที่นั่งคนขับแล้ว ยังมีชายอีกคนหนึ่งที่ที่นั่งข้างคนขับ และชายอีกสามคนที่ด้านหลัง ล้วนแต่งกายในชุดลำลอง และล้วนมีบุคลิกท่าทางที่วางอำนาจ และถือดี เหมือนอย่างที่อันธพาลคนหนึ่งมักจะมี

“ของคราวนี้เป็นอะไรวะ”

ชายที่ที่นั่งข้างคนขับถาม สำเนียงของเขาแปร่ง บ่งบอกว่าเป็นคนต่างชาติ แม้หน้าจะคล้ายคลึงคนญี่ปุ่นมากก็ตาม

“‘หัวหน้า’ ไม่ได้บอก” คนขับร่างอ้วนตอบ เลี้ยวรถออกจากที่จอด และเหยียบคันเร่งทันที ส่งให้รถพุ่งทะยานออกไป “แต่คิดว่าคงเป็นของสำคัญ หัวหน้าสั่งไว้ว่า ไม่ต้องห่วงว่าเจ้าคนส่งของนั่นจะเป็นหรือตาย ขอแค่ให้ได้ของมา”

หนึ่งในชายสามคนหัวเราะคิกคัก ลูบปืนสีดำมะเมื่อมในมือ

“แบบนี้ก็สนุกสิ ได้ยินกิตติศัพท์เจ้าไรเดอร์ไร้หัวมานาน อยากรู้ว่ามันมีดีแค่ไหนเหมือนกัน”

“อย่าเพิ่งปลดเซฟตี้นะเว้ย แล้วอย่ายิงพร่ำเพรื่อด้วย ถ้าวินาศสันตะโรแบบคราวที่แล้วอีก หัวหน้าได้จับพวกเราไปเป็นอาหารหมูแน่ๆ” ชายต่างชาติหันไปเอ็ด ทว่ากระแสตอบกลับกลับไม่เป็นอย่างใจของเขาเลย

“อะไรว้า เรื่องแค่นี้เอง”

“ขี้ขลาดตาขาวสิไม่ว่า”

“ถ้าไอ้ไรเดอร์ไร้หัวเปิดฉากเล่นงานก่อนจะทำไง”

“เงียบ!” คนขับตวาดขึ้นมา เสียงริงโทนมือถือของเขาดังมาได้พักใหญ่แล้ว เขากดรับ โดยที่มือหนึ่งยังจับพวงมาลัย และตายังมองถนนสลับกับกระจกมองข้างอยู่

“ฮัลโหล เออ เออ รู้แล้ว ปลายทางของมันอยู่ที่อิเคบุคุโระ เข้าใจแล้ว มันไม่มีทางถึงที่หมายก่อนจะเจอะกับพวกเราหรอก”

เมื่อคนขับวางสาย ชายต่างชาติก็ถามเขา “มีเรื่องอะไรอีก”

ทว่าคนขับกลับคล้ายไม่ได้ยิน เขายังจ้อง ‘เป้าหมาย’ เขม็ง ไรเดอร์ชุดดำกับมอเตอร์ไซค์สีดำสนิท ทั้งหมดทำให้ชายหนุ่มดูราวเงามืดเงาหนึ่งที่กำลังทะยานอย่างอิสรเสรีไปบนถนนสีเทาคลาคล่ำด้วยรถยนต์

ถ้าไม่เร่งความเร็วมากกว่านี้ คงถูกเป้าหมายทิ้งห่างไปไกลไม่เห็นฝุ่นแน่ เคราะห์ดีว่าไฟจราจรที่ทางแยกตรงหน้าขึ้นแดงก่อน เจ้าชุดดำจึงชะลอความเร็วลง และหยุดรอไฟแดงอย่างสงบ ส่วนเขาก็ขับขึ้นไปจอดเคียงข้างไรเดอร์ ลอบพิจารณาเป้าหมายอย่างละเอียด

เป็นผู้ชายร่างบางที่สวมหมวกกันน็อกทรงแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น กระเป๋าสะพายสีน้ำตาล แม้ดีไซน์เรียบง่าย แต่ก็ยังดูโดดเด่นขึ้นมาจากความดำสนิทของชุดที่เจ้าของสวมใส่ ข้างในนั้นต้องเป็นของที่เขาต้องการแน่

หากไม่นับว่าแต่งชุดสีดำสนิทเข้ากับมอเตอร์ไซค์ดำทมิฬที่ไม่แม้แต่จะสะท้อนแสงแดดแล้ว คนคนนี้ดูไม่มีพิษภัยอะไรเลย ทำให้เขาเริ่มสงสัยความจริงแท้ของตำนาน ‘ไรเดอร์ไร้หัว’ แห่งอิเคบุคุโระขึ้นมา

“เฮ้ ได้ยินที่ถามไหม”

เสียงเพื่อนต่างชาติดังกระทบหูอีกครั้งหนึ่ง คนขับตอบกลับไปด้วยเสียงเนือย ตายังจับจ้องไรเดอร์ไร้หัวอยู่

“เราจะมีกำลังเสริมมาช่วย เป็นลูกน้องของมือขวาของหัวหน้า ไอ้พวกแก๊งมอเตอร์ไซค์นรกน่ะ”





แม้ยวดยานพาหนะจะเต็มท้องถนน แต่ก็ยังนับว่าว่างกว่าทุกวัน เซลตี้จึงขับเร่งความเร็วตามใจชอบ ลมเย็นปะทะร่างกายของเธอ ทำให้จิตใจเบิกบานได้อย่างแปลกประหลาด ลมเย็นของญี่ปุ่นต่างจากลมเย็นของไอร์แลนด์ ที่นี่ แม้อากาศเย็นอย่างไร ก็ยังแฝงความสดชื่นเบิกบานไว้เสมอ ในขณะที่อากาศที่นั่นนั้นมีเพียงความเงียบขรึม และชินชา

ถึงอย่างนั้น เซลตี้ก็ยังนึกอยากกลับไป

นกที่บินเร่ร่อนจากรัง ท้ายสุด เมื่อตะวันตกดิน ก็ต้องบินกลับไปหารังของตนเองจนได้

ใบหน้าของชินระหวนกลับมาในห้วงคิดอีก เธอรู้จักชินระมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก และมองเขาเติบโตขึ้นจนกลายเป็นแพทย์หนุ่มอย่างที่เป็นอยู่นี้ เซลตี้อยู่กับชินระมานานจนเธอเริ่มจะจดจำความรู้สึกยามที่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้แล้ว

...ตอบรับความรู้สึกของชินระดีไหมนะ...

...แต่ถ้าเราตอบรับไปโดยไม่ได้รักเขาเลยจะดีหรือ...

...ความรู้สึกที่เรามีต่อชินระเป็นอย่างไรกันแน่...

...ทันทีที่เราตามหาศีรษะของเราเจอ เราก็ต้องจากเขาไป...

ความคิดของเซลตี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ

เสียงร้องอย่างหงุดหงิดจากมอเตอร์ไซค์ดังเรียกความสนใจของเธอไป เธอมองมันอย่างงุนงง ขณะเดียวกันก็ใช้มือข้างหนึ่งลูบหน้าปัดของมันไปด้วย

...ม้าของเราเป็นอะไรนะ...

แล้วทันใด เงาของเธอก็จับลางอันตรายบางอย่างได้ หญิงสาวเหลียวมองหลัง แล้วก็พบว่า ท่ามกลางรถยนต์ที่มีอยู่ประปรายกระจายตามท้องถนนนั้น มีรถแวนสีน้ำตาลกากีกำลังตามเธอมาด้วยความเร็วสูง

เซลตี้หันกลับไปมองถนนตรงหน้า แล้วเร่งความเร็วขึ้นอีก มอเตอร์ไซค์คู่ใจตอบรับคำสั่งของเธออย่างว่าง่าย

แปลกที่เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย จิตใจของดุลลาฮานสาวกลับสงบลงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ถนนเส้นที่เซลตี้ใช้อยู่นั้นสามารถนำเธอไปถึงอิเคบุคุโระได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่หากขับเป็นเส้นตรงต่อไปเรื่อยๆ เธอคงไม่มีวันสลัดรถแวนพ้นแน่ และกรณีที่ร้ายยิ่งกว่าคือพวกมันอาจตามเธอไปจนถึงสถานที่รับของ ให้เป็นเช่นนั้นคงไม่ดี เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เซลตี้ก็หักเลี้ยวเข้าถนนสายเล็กที่แยกออกจากถนนเส้นเดิม




ขณะเดียวกัน ในรถแวน สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อทุกคนเห็นว่าไรเดอร์ไร้หัวหักเลี้ยวไปถนนอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งอ้อมไปไกลกว่าเส้นเดิมที่เขาใช้อยู่มาก

“มันรู้ตัวแล้ว” ชายต่างชาติกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจทุกคนออกมา

คนขับรถร่างอ้วนคำราม หักเลี้ยวตามไรเดอร์ไร้หัว โดยที่แทบไม่ได้ชะลอความเร็วเลย เสียงล้อครูดไปกับถนนดังเสียดแก้วหู ขณะเดียวกันก็ทิ้งควันฝุ่นให้กระจายคลุ้งไปทั่ว รถที่ตามมาข้างหลังเบรกกันเป็นแถว เสียงแตรรถมากกว่าหนึ่งคันดังลั่น

เจ้ามือปืนยังหัวเราะคิกคักไม่หยุด มือลูบอาวุธไปมา

“สนุก สนุก สนุกโว้ย!”

“เงียบน่า ไอ้เวรนี่!”

ทั้งคนขับและชายต่างชาติแทบจะตะโกนพร้อมกัน ขณะที่ชายอีกสองคนร่วมหัวเราะผสมโรงกับมือปืน

ดูเหมือนว่าในรถทั้งคัน คนที่ปกติสุดคือคนสองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเท่านั้น






ทั้งที่เร่งความเร็วได้พอสมควรแล้ว แต่เซลตี้ก็ยังไม่สามารถสลัดรถแวนหลุดได้ เธอโน้มตัวลงไปข้างหน้า กระซิบปลอบโยนมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเธอ และยิ่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก

ตอนนี้ หากมองจากฟ้าลงมายังถนนเส้นเล็กว่างเปล่าแล้ว จะเห็นว่ามอเตอร์ไซค์สีดำ และรถแวนสีน้ำตาลกากี ไล่กวดกันด้วยความเร็วราวพายุเลยทีเดียว เป็นภาพที่แปลกประหลาดราวหลุดออกมาจากภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น

เซลตี้เพิ่งจะยืดตัวขึ้นมาจากหน้าปัดมอเตอร์ไซค์ เมื่อกระสุนแล่นเฉียดผ่านหมวกกันน็อกของเธอไป

ความตกใจทำให้ร่างของเธอเย็นวูบ

ฝ่ายนั้นคิดจะเล่นงานเธอให้ตาย!

ใช่ว่าเธอตายได้หรอกนะ แต่จะอย่างไร พวกนั้นก็กะเล่นงานเธอให้ตายอยู่ดี!





เซลตี้ไม่ได้คาดคะเนผิดจากความเป็นจริงมากนัก เว้นเสียแต่ว่า ศัตรูของเธอไม่ได้อยากให้เธอตายกันเสียทุกคน คนที่เจตนาฆ่าเธอให้ตายมีเพียงคนเดียว ซึ่งก็คือมือปืนจอมคลั่งที่ตอนนี้ปีนขึ้นมาคร่อมที่นั่งข้างคนขับโดยไม่เห็นแก่ชายต่างชาติที่นั่งอยู่ตรงนั้น เขายื่นมือที่ถือปืนโผล่พ้นหน้าต่างออกไป และระดมยิงใส่เซลตี้อย่างบ้าคลั่ง ไม่แม้แต่จะกะระยะให้ถูก

“ตาย! ตาย! ตายซะเถอะ!” มือปืนตะโกน พลางกรีดเสียงหัวเราะราวคนเสียสติ

“ทำอะไรของมึงวะ! กลับไปข้างหลังเลยนะเฮ้ย!”

ชายต่างชาติโวยวายเสียงดังลั่น พยายามใช้ศอกกระแทกมือปืนร่างผอมกะหร่องอย่างไร้ผล

“สองคน! ใจเย็นกันหน่อย!”

คนขับร่างอ้วนร้องเตือนสติ เพราะตอนนี้ทั้งเท้าของมือปืน และทั้งแขนที่แกว่งสะเปะสะปะของชายต่างชาติเริ่มปัดมาโดนเขาหนักข้อขึ้น จนทำให้เขาไม่มีสมาธิขับรถ

แล้วเขาก็ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน ทำเอาร่างของมือปืนกระเด็นไปกระแทกติดกับกระจกหน้า ส่วนปืนที่ถืออยู่ก็กระเด็นออกนอกหน้าต่าง ขณะเดียวกัน ตัวชายต่างชาติก็พุ่งถลาไปจนหัวกระแทกกับหน้ารถเข้าอย่างจัง เขาร้องโอดโอย พลางยกมือขึ้นลูบรอยแดงบนหน้าผาก

“จู่ๆ มึงจะหยุดทำไมวะ ไอ้...”

“...ไรเดอร์มันหยุดแล้วว่ะ...”

คำพูดที่เปล่งด้วยเสียงพรั่นพรึงของคนขับทำให้ทุกคนหันไปเพ่งความสนใจที่ถนนตรงหน้า

ไรเดอร์ไร้หัวหักเลี้ยวมอเตอร์ไซค์มาประจันหน้ากับพวกเขาแล้ว หน้ากากสีชาของหมวกกันน็อกสะท้อนแสงแดดเป็นเงาวับ ร่างผอมบางไม่สมชายชาตรีก้มโค้งลงมาด้านหน้า มือบิดคันเร่ง ส่งให้ล้อของมอเตอร์ไซค์หมุนรัวบดพื้นถนนจนฝุ่นตลบ

ข้างในรถแวน บรรยากาศพลันหนาวเย็นลงกะทันหัน เป็นความสะพรึงกลัวผสานกับความลังเลต่อสิ่งไม่รู้

“ม... มันจะทำอะไรของมันวะ”

“อย่าบอกนะว่ามันจะพุ่งชนพวกเรา”

“ถ้ามันทำแบบนั้น ก็เท่ากับมันฆ่าตัวตายเลยนะเว้ย มอเตอร์ไซค์ปะทะรถแวนเนี่ยนะ”



แต่เซลตี้คิดจะพุ่งชนจริงๆ



ภายในเสี้ยววินาที เธอก็พุ่งทะยานออกไปข้างหน้า ตรงใส่รถแวนด้วยความเร็วสูงราวลมพายุกรรโชก



ในขณะเดียวกัน คนขับร่างอ้วนก็ตัดสินใจกระทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด คือเข้าเกียร์เดินหน้า เท้าเหยียบคันเร่งจนมิด พุ่งทะยานเข้าใส่ไรเดอร์ไร้หัวด้วยความเร็วสูงสุดเช่นกัน



มองลงมาจากฟ้า ทั้งสองยานพาหนะพุ่งเข้าหากันราวเจตนาจะฆ่าตัวตายกันทั้งสองฝ่าย รถแวนอาจมีขนาดใหญ่โตกว่า ทว่ามอเตอร์ไซค์สีดำกลับน่าสะพรึงกลัวกว่า

เพราะในขณะที่รถแวนเร่งความเร็วจนสุดแล้ว มอเตอร์ไซค์ก็เร็วจนเห็นเป็นแค่เส้นเงาสีดำพุ่งเข้าหารถแวนราวร่างทมิฬของมัจจุราช



แล้วในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะประสานงากันนั้นเอง ไรเดอร์ไร้หัวก็กลับเชิดหัวมอเตอร์ไซค์ขึ้นฟ้า ส่งให้พาหนะทั้งลำพุ่งขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกรถแวนอย่างจัง



“เฮ้ย!”

ทุกคนในรถแวนตะโกนพร้อมกัน ร่างเซถลาตามแรงเหวี่ยงของรถ

ล้อหลังสีดำทะมึนของมอเตอร์ไซค์ยังหมุนรัว บดกระจกหน้ารถแวนจนแตกละเอียด ก่อนที่มอเตอร์ไซค์ทั้งลำจะพุ่งข้ามผ่านรถแวนไปอย่างสง่างามราวนักกายกรรมผู้กำลังประกอบการแสดงชั้นเลิศ

คนขับร่างอ้วนก้มหัวลงติดพวงมาลัย เท้าเหยียบเบรก มือหนึ่งรีบดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด และอีกมือก็พลันหักเลี้ยวโดยไม่ตั้งใจ รถสีน้ำตาลกากีหมุนคว้างเป็นควงสว่าน ก่อนจะไหลตกข้างทาง กระแทกกับพื้นเบื้องล่างดังสนั่นหวั่นไหว

ในขณะเดียวกัน ไรเดอร์ไร้หัวก็หักเลี้ยวมอเตอร์ไซค์ของตนไปยังทิศเดิมที่ตั้งใจไว้ และพุ่งทะยานต่อไปบนถนนสายเล็กแสนอ้างว้าง ทั้งหมดนี้เป็นไปโดยไร้สุ้มเสียง




เซลตี้ยังคงเร่งความเร็วต่อไป เธอคอยเหลียวมองหลังสังเกตสถานการณ์บ้าง แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ ถนนเส้นเล็กเริ่มตัดผ่านทางยกระดับ บ่งบอกว่าใกล้เข้าถนนหลวง และเขตเมืองแล้ว

หญิงสาวถอนหายใจยาว เตรียมผ่อนคลายความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ตอนรู้ว่าถูกตามล่า

แต่แล้ว มอเตอร์ไซค์ของเธอก็กลับร้องออกมาอีก พร้อมกันกับเงาของเธอเตือนลางอันตราย

ลางอันตรายจากด้านหลัง... และด้านบน

เซลตี้เงยหน้าขึ้น เพียงเพื่อจะเห็นว่า มอเตอร์ไซค์สองคันกำลังกระโจนพ้นทางยกระดับเหนือหัว ลอยค้างกลางอากาศ แล้วลงกระแทกเบื้องล่างด้วยเสียงดังสนั่น

พวกเขาสวมหมวกกันน็อกสีดำสนิท และต่างก็หันมาประจันหน้าเธอที่หยุดค้างกับที่

เสียงแหลมบาดหูของเครื่องยนต์มากกว่าหนึ่งเครื่องยังดังจากข้างหลังอีก มอเตอร์ไซค์อีกสองคันมาสกัดเซลตี้ไว้จากข้างหลัง ส่วนอีกคันหนึ่งจอดริมถนนบริเวณที่รถแวนตกลงไป คนขับก้าวออกจากมอเตอร์ไซค์ และไถลตัวลงข้างทางไปสำรวจหาผู้มีชีวิตรอด

“แสบไม่เบาเลยนี่ คุณไรเดอร์แห่งอิเคบุคุโระ”

เสียงเยียบเย็นเป็นของหนึ่งในคนขับมอเตอร์ไซค์ด้านหน้าเซลตี้

หญิงสาวระแวดระวังขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว เธอมีประสบการณ์มากพอจะระบุได้ว่าเสียงแบบใดเป็นของคนที่สามารถฆ่าผู้อื่นได้โดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด

ใช่ว่าเธอจะตายได้หรอกนะ แต่ถ้าพวกมันคิดฆ่าเธอ พวกมันก็จัดเป็นคนอันตรายอยู่ดี!

เจ้าของเสียงเยียบเย็นชักปืนออกมาจากเสื้อโค้ทสีดำ และราวเป็นสัญญาณนัดหมาย ทุกคนต่างก็ทำเช่นเดียวกัน

“แต่ว่าได้เวลาลากันตรงนี้แหละนะ คุณไร...”

ทว่า ยังไม่ทันสิ้นคำพูด เซลตี้ก็พุ่งผ่านเขาไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความตื่นตะลึง ต่อด้วยเสียงโหวกเหวกเอะอะสั่งให้ไล่ตามเธอ




วันนี้มันวันอะไรกัน

เซลตี้คิดอย่างสิ้นหวัง

เธอแค่รับงานส่งของจากร้านอาหารร้านหนึ่งเท่านั้น ทำไมต้องมีเรื่องมากมายประดังประเดมาแบบนี้ด้วย

หญิงสาวไม่แม้แต่จะฉุกคิดว่า สาเหตุที่ศัตรูไล่ล่าเธอ ก็เป็นเพราะของที่เธอรับมาจากร้านอาหารโดยแท้

ตอนนี้ เธอคิดเพียงจะสลัดพวกมันให้หลุด และทำงานให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเท่านั้นเอง

ไรเดอร์ไร้หัว และแก๊งมอเตอร์ไซค์ยังไล่ล่ากันต่อไปราวเล่นเกมแมวจับหนูบนทางหลวง แม้อยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่เซลตี้ก็พยายามเลือกใช้เส้นทางที่มีรถเบาบางที่สุด เพื่อเลี่ยงไม่ให้คนบริสุทธิ์ต้องพลอยถูกลูกหลงไปด้วย กระสุนแล่นเฉียดตัวเธอไปหลายนัด สถานการณ์ชักอันตรายเข้าไปทุกที

รถตำรวจจราจรที่จอดข้างทางคันหนึ่งเปิดไซเรนดังลั่น เมื่อเห็นเซลตี้ และแก๊งมอเตอร์ไซค์ เสียงสั่งเตือนให้หยุดดังออกมาจากลำโพงของรถตำรวจ ทว่าไม่มีฝ่ายใดทำตามคำสั่งของผู้ควบคุมกฎหมายเลย ต่างขับผ่านพวกเขาไปอย่างหน้าตาเฉย





ใกล้ถึงอิเคบุคุโระแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสลัดแก๊งมอเตอร์ไซค์พ้น

ความคิดจนตรอกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา

...ใช้ ‘เคียว’ ดีไหมนะ...

แต่ถ้าใช้สุ่มสี่สุ่มห้ากลางกลางวันแสกๆ เช่นนี้ล่ะก็ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ อาจมีคนจับภาพไปลงข่าวได้ ทีนี้ ชีวิตของเซลตี้และชินระก็จะไม่สงบสุขอีก เนื่องจากถูกจับตามองตลอดเวลา

แค่นี้ ก็ถูกตำรวจจราจรหมายหัวให้เป็นอาชญากรอันดับหนึ่งแล้ว

หนึ่งในแก๊งมอเตอร์ไซค์ไล่ตามเซลตี้จนสามารถตีคู่กับเธอได้ เขามองถนนสลับกับมองเธออยู่พักหนึ่ง มือก็ล้วงเข้าไปชักปืนออกมาจากเสื้อโค้ท

แล้วเซลตี้ก็ตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น มือของเธอสะบัดออกไป พร้อมกับคมเคียวขนาดมหึมาตวัดฟันฝ่ายศัตรูจนกระเด็น มอเตอร์ไซค์ที่ไร้คนขับล้มลงหมุนคว้าง ส่วนคนถูกเคียวฟันนั้นลอยเป็นวงโค้งไปกลางอากาศราวลูกอเมริกันฟุตบอล ก่อนจะตกลงสิ้นสภาพบนพื้น

แก๊งมอเตอร์ไซค์จอดดูเพื่อนตนเองอยู่สองคัน แต่คันที่เซลตี้จำได้ว่าเป็นเจ้าของเสียงเยียบเย็นยังตามเธออย่างไม่ลดละ




จะถึงทางรถไฟแล้ว

เซลตี้เร่งความเร็วขึ้นไปอีก เสียงสัญญาณเตือนรถไฟดังกระทบโสต ที่กั้นกำลังเคลื่อนตัวลง เธอสามารถเร่งผ่านข้างใต้มันไปได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด

...เช่นเดียวกับมอเตอร์ไซค์ที่ตามเธอมา...

ส่วนมอเตอร์ไซค์อีกสองคันนั้นทิ้งระยะห่างไว้ไกลเกินไป รถไฟแล่นขวางพวกเขาจากถนนตรงหน้า ทั้งสองจึงได้แต่ต้องหยุดรอ พลางสบถระบายความคับแค้นเท่านั้น

แต่แล้ว เสียงไซเรนมากมายจำนวนมากก็ดังขึ้นจากข้างหลัง

ทั้งสองจึงหันไปมอง เพียงเพื่อจะพบว่าถูกรถตำรวจมากมายรุมล้อมอยู่





ในที่สุด เซลตี้ก็สลัดมอเตอร์ไซค์หลุดพ้นจนได้

เขตอิเคบุคุโระเป็นเขตที่เธอคล่องเส้นทางแล้ว จึงสามารถเลี้ยวหลบไปตามเส้นทางมากมายที่เชื่อมระโยงระยางกันราวใยแมงมุม ไม่นานนัก มอเตอร์ไซค์นักไล่ล่าก็หลงไปในบรรดาถนนจำนวนมากราวทางเดินในเขาวงกต

ตกเย็นแล้ว ท้องฟ้าเป็นสีแดงอ่อน รถราเริ่มเปิดไฟหน้า เช่นเดียวกับร้านรวงที่พร้อมใจกันเปิดไฟสว่างไสว

เซลตี้ชะลอความเร็วลงจนเกือบเท่ากับการวิ่งเหยาะของมนุษย์ เธอใช้ควันดำเรียกกระดาษจดที่อยู่ ‘ตึกสีฟ้า’ ที่เธอได้รับจากพนักงานในร้านอาหาร หญิงสาวใคร่ครวญถึงเส้นทางที่รวดเร็วที่สุดที่จะไปถึงที่นั่น

‘ตึกสีฟ้า’ อยู่ในย่านท่องเที่ยวที่เธอคุ้นเคยพอดี หากลัดเลาะไปตามทางลัด ก็คงถึงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ระหว่างกำลังร่างเส้นทางอยู่ในใจนั้นเอง เสียงเบรกของมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็พลันดังสะท้านก้อง

ร่างของเซลตี้ชาวูบ พร้อมความคิดหนึ่งความคิดแล่นเข้ามา

...ไม่เอาอีกแล้วนะ...

หากดุลลาฮานสาวมีศีรษะอย่างมนุษย์ คนคงได้เห็นน้ำตาของเจ้าหล่อนอาบแก้มไปแล้ว ข้างหลังเธอ มอเตอร์ไซค์ฝ่ายศัตรูเร่งเครื่องอยู่กับที่ แม้มองไม่เห็นหน้า เพราะสวมหมวกกันน็อก ก็ยังอาจรับรู้ถึงความเดือดดาล และความอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวได้

“ตายซะเถอะ!”

คนขับตะโกน พลางชักปืนออกมายิงเซลตี้ ทว่าอีกฝ่ายขับมอเตอร์ไซค์หลบหนีไปได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด การกระทำอุกอาจนี้ทำเอาทุกคนในบริเวณกรีดร้องอย่างตกใจ





เซลตี้บังคับมอเตอร์ไซค์ลดเลี้ยวไปตามทางคับแคบเพียงเพื่อจะสลัดศัตรูของเธออีกครั้ง และเมื่อเธอหลุดจากทางคับแคบระหว่างซอกตึกออกมายังถนนเส้นใหญ่นั้น เธอก็พบว่า สัญชาตญาณได้นำเธอมาถึงถนนเส้นที่มี ‘ตึกสีฟ้า’ เสียแล้ว คงเพราะเธอคิดสะระตะถึงทางลัดมายังที่นี่มากเกินไปจนขึ้นหัว

หญิงสาวเจอ ‘ตึกสีฟ้า’ จนได้ มันอยู่เยื้องตรงข้ามถนน ห่างออกไปเพียงสี่ช่วงตึกนี้เอง

อาคารสามชั้นรูปทรงแปลกพิลึกพิลั่น ทาสีฟ้าสดใสราวท้องฟ้าหน้าร้อน ล้อมรอบด้วยรั้วลวดหนามขึ้นสนิมเกรอะกรัง มองภายนอกดูราวไม่มีคนอยู่ เนื่องจากถูกกระหนาบด้วยร้านค้าตกแต่งสีสันสะดุดตา อาคารสีฟ้านี้จึงมักถูกชาวอิเคบุคุโระมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง

...ทำไงดี ทั้งที่ถึงที่หมายแล้วแท้ๆ...

เซลตี้คิดอย่างจนปัญญา

เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น

“เซลตี้!”

ชายหนุ่มร่างผอมสูงในชุดบาร์เทนเดอร์ยืนอยู่ข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ สีหน้าของเขาแลงุนงง แว่นดำที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา ยามนี้ถูกพับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อนอก จึงอาจเห็นดวงตาสีน้ำตาลกระจ่างได้อย่างชัดเจน

“ทำไมขับออกมาจากตรงนี้ได้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

เซลตี้คิดอยากจะดึง PDA ออกมาตอบชิสุโอะ แต่แล้ว เสียงเครื่องยนต์คำรามก็ดังจากข้างหลัง เธอหันไปมอง

ศัตรูของเธอตามเธอมาจนได้ แถมยังอยู่ไม่ห่างจากที่อยู่ของ ‘ลูกค้า’ ของเธออีก

ทว่า ระหว่างกำลังพะว้าพะวงอยู่นั้น ชิสุโอะก็กลับตบบ่าเซลตี้หนักๆ สองที

“เข้าใจแล้ว เรื่องนี้นี่เอง ไปทำงานของเธอต่อเถอะ เดี๋ยวจัดการตรงนี้ให้”

แม้อยากเตือนชิสุโอะว่าอีกฝ่ายมีอาวุธ แต่ความเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกเหนือในน้ำเสียงของเพื่อนสนิท ทำให้เธอล้มเลิกความตั้งใจไป

อย่าว่าแต่ศัตรูของเธอมีปืนเลย จะชักขึ้นมาทันหรือเปล่าไม่รู้

พอคลายใจแล้ว เธอก็ตะบึงมอเตอร์ไซค์ออกไป

ข้างหลังเธอ มีเสียงตะโกนของฝ่ายศัตรู ตามมาด้วยเสียงโครมครามดังสนั่นหวั่นไหว ฟังไปก็คล้ายเสียงวัตถุของแข็งบางอย่างฟาดใส่มอเตอร์ไซค์เข้าอย่างจังจนเครื่องยนต์หลุดเป็นชิ้น และตัวคนขับลอยไปในอากาศ...






เซลตี้จอดมอเตอร์ไซค์ของเธอหน้าอาคารสีฟ้า

หญิงสาวเคาะประตูรั้วลวดหนามอย่างสองจิตสองใจ ก่อนจะพบว่ามันเปิดออกตามแรงของเธออย่างง่ายดาย เธอเดินผ่านลานดินไปยังประตูทาสีขาว แล้วกดกริ่ง

รอจนกระทั่งคิดว่าไม่มีคนอยู่แล้ว ประตูสีขาวก็เปิดออกอย่างเนิบนาบเชื่องช้า

เซลตี้ก้มลงมองเจ้าของบ้าน เด็กหญิงตัวเล็กตัดผมสั้นสีดำ ดวงตากลมโตดูใสบริสุทธิ์ราวเทพธิดาตัวน้อย เธออยู่ในชุดกระโปรงสีขาว

ไม่มีใครพูดอะไรต่อกัน เซลตี้หยิบกล่องสีดำผูกโบสีม่วงจากกระเป๋าสะพายให้เด็กหญิง แต่เด็กหญิงไม่รับ เอาแต่จ้องมองมันอยู่นานสองนาน แล้วกลับมาจ้องเซลตี้อีกครั้งหนึ่ง

...คงไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าสินะ แถมยังสวมหมวกกันน็อก และชุดดำสนิทอีก...

เซลตี้คิด นึกชื่นชมความระวังตัวของเด็กหญิง เธอชัก PDA ออกมา พิมพ์ข้อความ แล้วยื่นให้อีกฝ่ายอ่าน

‘ฉันมาส่งของจากร้านอาหารในโอคุโบะ’

เด็กหญิงยิ้มกว้างทันทีเมื่ออ่านข้อความจบ รอยยิ้มทำให้เธอแลน่ารักมากขึ้นไปอีก เธอทำภาษามือแสดงเครื่องหมายขอบคุณให้เซลตี้ รับกล่องสีดำจากหญิงสาว แล้วหายเข้าไปในบ้าน

เซลตี้ยังยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา

มิน่า เจ้าของร้านจึงเสียงอ่อนลง เมื่อทราบว่าเซลตี้พูดไม่ได้

เด็กผู้หญิงที่เขาต้องการส่ง ‘ของขวัญ’ ให้เป็นคนพิการทางเสียงนี่เอง


แก้ไขล่าสุดโดย Dollars เมื่อ Tue Mar 23, 2010 4:12 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง (Reason for editing : เพิ่งเห็นว่าฟิคมันขาดท่อนไป ปล่อยไว้ตั้งนานแน่ะค่ะ T_T)
avatar
Dollars
บุคคลนิรนาม

จำนวนข้อความ : 4
Join date : 21/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by onepiecenoon on Tue Mar 23, 2010 2:37 pm

เซลตี้เท่ห์มาก !!!

ชิสึจังโผล่มาได้จังหวะพอดี ฮาจริง ๆ ตอนบอกตัวคนลอยขึ้น ฮ่า ๆ

เด็กผู้หญิงคนนั้นคงเป็นอาคาเนะจังสินะ XD
avatar
onepiecenoon
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 11
Join date : 23/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by iFunny on Tue Mar 23, 2010 3:12 pm

เซลตี้~~ เธอว์เท่~!!!!
เธอว์เก่ง~!!!!
เธอว์สามารถ~!!!!
avatar
iFunny
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 10
Join date : 20/03/2010
ที่อยู่ : หมวกกันน็อคของเซลตี้

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by dewlove on Tue Mar 23, 2010 3:43 pm

เซลตี้เก่งได้อีกกกกกกกก

เลิศม๊ากกกค่ะ

“วันนี้ก็ขอให้โชคดีในการทำงานนะ เซลตี้ ผมจะรอเธอนะ”

^
^
น่ารักไปไหนคะคุณหมอ อั๊ยย
avatar
dewlove
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 47
Join date : 20/03/2010
: 22
ที่อยู่ : ในรถตู้ของแก๊งโอตาคุ...

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by Dollars on Tue Mar 23, 2010 4:13 pm

อูย โทษฐานลงฟิคแบบไม่ตรวจทานให้รอบคอบ ขออภัยทุกคนที่กดเข้ามาอ่านจริงๆ ค่ะ ที่ฟิคขาดตอนไปเฉยๆ มาลงต่อแล้วนะคะ



(ต่อ)

ตกดึกแล้ว เซลตี้เพิ่งจะขับกลับมายังร้านอาหารของลูกค้าของเธอ ร้านอาหารปิดแล้ว แต่ยังมีพนักงานต้อนรับเธอ และพาเธอไปส่งถึงห้องพักของเจ้าของร้าน

ทันทีที่เซลตี้เปิดประตูเดินเข้ามา เจ้าของร้านที่นั่งในท่าเดิมกับตอนเช้า ก็ยกมือปรามราวอ่านใจหญิงสาวได้ ทั้งที่ยังไม่หันมามองด้วยซ้ำ

“ได้ข่าวแล้ว”

ทว่า คนถูกปรามกลับยังยืนงงอยู่กับที่

“พวกที่ไล่ล่าเธอมันเป็นสมุนแก๊งฝ่ายตรงข้ามกับฉัน เห็นฉันจ้างคนระดับเธอให้ไปส่งของ เลยคงจะนึกไปว่าเป็นของมีค่า หรือของอันตรายที่จะนำมาข่มขู่ฉันได้ เฮอะ!”

เซลตี้เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเจ้าของร้านมากขึ้นจนอาจเห็นใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายได้ ดวงตาสีดำดุดันกำลังเหลือบมองเธอด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา

“...ก็เลยต้องทำให้เธอเดือดร้อนไปด้วย ขอโทษทีนะ”

แม้น้ำเสียงห้วนสั้น แต่คำขอโทษฟังจากส่วนลึกของใจจริง

เซลตี้พิมพ์ลง PDA

‘หลานสาวของคุณดีใจมากกับของขวัญ’

ทันทีที่อ่านข้อความจบ สีหน้าของชายชราก็พลันอ่อนโยนลงทันที รอยยิ้มอ่อนจางผสมผสานความเหน็ดเหนื่อยปรากฏบนใบหน้าหยาบกร้าน

“ลูกสาวของฉันเกลียดฉัน ก็เลยตัดขาดการติดต่อจากฉันไป อีกสองวันจะถึงวันเกิดของหลานสาว ฉันอยากให้อะไรแกบ้าง แต่ถ้าฉันไปส่งด้วยตัวเอง หรือให้ลูกน้องของฉันไปส่ง หรือกระทั่งส่งผ่านไปรษณีย์ไป ต้องถูกลูกสาวกับลูกเขยเอาไปทำลายทิ้งแน่ เธอคือที่พึ่งที่สุดท้ายของฉัน”

พูดจบก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วจึงไขกุญแจเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน ดึงเอาเงินปึกหนาปึกหนึ่งออกมาโยนลงบนโต๊ะ

“นี่เป็นค่าจ้างตามสัญญา”

ก่อนที่เซลตี้จะทันเอื้อมมือไปหยิบ ชายชราก็โยนเงินปึกหนาพอกันอีกสองปึกตามมาอีก

“...และนี่เป็นค่าเหนื่อย และค่าตอบแทนแทนคำขอโทษที่ทำให้เธอถูกตามล่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด”

เซลตี้ส่ายหน้ารัวทันที ทว่า ชายชรากลับมองเธอด้วยสีหน้าที่เข้มงวด และดวงตาที่ดุดัน

“เวลามีโอกาสมา ให้รีบคว้าไว้ อย่าปฏิเสธแค่เพราะเกรงใจ รับเงินไป แล้วไปได้แล้ว ถ้ามีงานใหม่ให้ทำ คงจะต้องรบกวนอีก”

เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวจึงได้แต่ต้องรับเงินก้อนโตมาด้วยความลำบากใจ

พนักงานพาเธอไปส่งถึงนอกร้าน เขาโค้งคำนับให้เธออย่างมืออาชีพ แล้วปิดประตูร้านหายเข้าไป

เซลตี้จ้องมองร้านอาหารตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

ชายชราผู้มีบุคลิกท่วงท่าราวพญาสิงห์ ลูกสาวที่โกรธจนตัดการติดต่อ สมุนของแก๊งฝ่ายตรงข้ามที่มีอาวุธครบมือ พนักงานที่ต่างเป็นชายฉกรรจ์ และต่างก็มีท่าทางเคร่งเครียดราวนายทหาร

หญิงสาวเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างเป็นรอบที่สองของทั้งวัน

เจ้าของร้านคนนี้เป็น ‘มาเฟีย’






วันนี้เป็นหนึ่งในวันที่จัดว่า ‘เหนื่อยมาก’ วันหนึ่ง ถึงจะยังไม่เหนื่อยที่สุดก็ตามที

เซลตี้แวะซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารที่ร้านค้าขนาดเล็กระหว่างทางกลับอพาร์ทเมนท์ หลังบรรจุของทั้งหมดที่ซื้อมาลงกระเป๋าสะพาย เธอก็ลอบนับเงินที่อยู่ในกระเป๋า

จำนวนเงินมากพอจะทำให้เธอและชินระใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่ต้องรับงานใดๆ ไปอีกหลายเดือน

แต่การอยู่อย่างว่างงานไม่ใช่นิสัยของทั้งเซลตี้และชินระ เมื่อใดที่มีงานเข้ามา เมื่อนั้น ทั้งสองก็จะออกไปปฏิบัติตามเนื้อหางานอย่างเต็มที่ ต่อให้จะมีเงินเก็บเหลือกินเหลือใช้ก็ตาม ทั้งสองเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ระหว่างกำลังขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คู่ใจ เซลตี้ก็ได้ยินเสียงหวานเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง

“ส... สวัสดีค่ะ! คุณไรเดอร์”

เจ้าของเสียงเป็นเด็กสาวในชุดเครื่องแบบไรระ ผมโกรกสีแดงเข้มของเธอมัดเป็นผมแกละด้วยยางรัดผมลายการ์ตูน เธอกำลังจับจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเลื่อมใส

เซลตี้ยังจำเด็กสาวไม่ได้ แม้คลับคล้ายคลับคลาอยู่

“จำหนูได้ไหมคะ คุณเคยช่วยหนูไว้จากผู้ชายคนนั้น”

แล้วเซลตี้ก็นึกออก

เมื่อไม่นานมานี้ เธอรับงานจากพ่อค้าข่าวแห่งชินจูกุให้ไปชิงเด็กสาวจากแก๊งลักพาตัว แล้วนำไปส่งที่ตึกร้างแห่งหนึ่ง

เจตนาของพ่อค้าข่าวกลับกลายเป็นว่า ต้องการให้เด็กสาวฆ่าตัวตายต่อหน้า

ดังนั้น เมื่อฉุกคิดได้ เซลตี้จึงวกมอเตอร์ไซค์ไปด้านหลังตึกร้าง และใช้เงาของตนเองช่วยเด็กสาวที่กระโดดลงมาจากดาดฟ้าได้ทันเวลา

‘ชื่อริโอะใช่ไหม ดูสดใสขึ้นเยอะทำให้ฉันจำไม่ได้ มีอะไรหรือเปล่า’ เป็นคำตอบของเซลตี้ผ่าน PDA

เด็กสาวนาม ‘ริโอะ’ ชะโงกหน้ามาอ่านข้อความนั้น แล้วก็ยิ้มแจ่มใส ยืดกายกลับไปใหม่

“เปล่าหรอกค่ะ แค่อยากทักทายเฉยๆ น่ะค่ะ แล้วก็...” จู่ๆ เธอก็โค้งคำนับเซลตี้ด้วยท่วงท่าสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้

“อยากขอบคุณค่ะ ตั้งแต่เหตุการณ์คืนนั้นมา หนูยังไม่มีเวลาขอบคุณคุณเลย ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”

เซลตี้โบกมือไปมาเป็นการบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’ เธอนึกอะไรขึ้นได้ จึงพิมพ์ลง PDA ให้เด็กสาวอ่าน

‘ที่พักอยู่ไหน เดี๋ยวไปส่ง’





ริโอะกอดเอวเธอแน่น ไม่ต่างจากวันแห่งโชคชะตาวันนั้น ลมเย็นบาดกายเด็กสาวราวใบมีด แต่เธอกลับเอาแต่ยิ้มอย่างมีความสุข โดยปกติ เธอจะมีสีหน้าที่เงียบขรึม และเศร้าสร้อยเสมอ แต่ไม่ใช่ในยามที่เธออยู่กับผู้มีพระคุณเช่นนี้

“คุณไรเดอร์ รู้ไหมคะ หนูได้มีโอกาสใช้ประโยคนั้นแล้วล่ะ”

เซลตี้เงี่ยหูฟังเด็กสาว

“ประโยคที่คุณเคยบอกหนู... ‘โลกนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณคิดหรอกนะ’... คนที่หนูใช้ประโยคนี้ด้วย คือคุณแม่น่ะค่ะ”

ถนนยามราตรีของอิเคบุคุโระเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลม และเสียงหวานค่อยของเด็กสาวเท่านั้นที่ยังดังอยู่

“คุณแม่จับได้จนได้ว่าพ่อมีภรรยาเก็บ ทั้งที่หนูทำลายภาพพวกนั้นทิ้งไปหมดแล้วแท้ๆ ในคืนที่คุณแม่จะกินยานอนหลับ ก็เลยเขียนประโยคนั้นลงกระดาษ แล้วสอดผ่านร่องประตูห้องของท่านน่ะค่ะ จากนั้น ท่านก็เปิดประตูมากอดหนู แล้วก็เอาแต่ร้องไห้

“นี่เพิ่งเกิดช่วงปิดเทอมก่อนเองค่ะ พอคิดว่าพ่อแม่หย่ากันแล้ว และตอนนี้แม่อยู่บ้านคนเดียว ก็ใจหายยังไงไม่รู้”

เซลตี้จอดมอเตอร์ไซค์ลงหน้าหอพักของริโอะ เด็กสาวก้าวลงจากรถ และโค้งคำนับขอบคุณคนขับ

“ราตรีสวัสดิ์นะคะ ขอบคุณมากค่ะที่พามาส่ง”

เซลตี้พิมพ์ข้อความลง PDA

‘เชื่อมั่นในแม่ของเธอเข้าไว้นะ’

ริโอะอ่าน ยิ้มทั้งดวงตาแสนเศร้า แล้วเดินเข้าประตูรั้วของหอพักไป






ห้องพักของชินระและเซลตี้มืดสนิท

เซลตี้เปิดไฟ และยังเหลียวมองหาชินระอยู่พักหนึ่ง กระทั่งแอบแง้มประตูไปดูห้องนอนของเขา ทว่าก็ไม่มีใคร

หญิงสาวจัดแจงเก็บวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารลงตู้เย็น ลึกลงในใจ เธอรับรู้ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดที่เธอไม่เคยมีมาก่อน

เธอหวนนึกถึงเจ้าของร้าน ที่สูญเสียความผูกพันระหว่างเขาและลูกสาวไป แต่ยังพยายามประคับประคองสายสัมพันธ์ที่มีต่อหลานสาวไว้อยู่

เธอหวนนึกถึงริโอะ ที่สูญเสียความรักของพ่อของตนเองไป เหลือเพียงความรักของแม่เท่านั้นที่เด็กสาวยังเยียวยารักษาไว้

เธอหวนนึกถึงตนเองในอดีต ที่สูญเสียศีรษะ และความทรงจำไป

ใบหน้าของชินระปรากฏขึ้นมาในห้วงคิด

...หรือว่าความรู้สึกในตอนนี้เป็นความ ‘กลัว’ กันนะ...

ความกลัวผสมผสานกับความเหงา

ความกลัวที่จะสูญเสียคนที่ผูกพันมากที่สุด



เซลตี้เดินไปนั่งรอชินระบนโซฟา และยังคงนั่งรอต่อไปแบบนั้น แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม



เมื่อเวลาเกือบเที่ยงคืน ประตูห้องพักเปิดออก พร้อมเสียงโอดโอยของแพทย์หนุ่มเจ้าของห้อง

“ไม่ไหวแล้ว เหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย เรียกตัวไปทำงานตอนดึก แถมยังใช้งานอย่างกับทาส เพราะแบบนี้ ถึงได้เกลียดพวกผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมายพวกนี้จริงๆ เลย...”

ชินระยังบ่นงึมงำต่อไป พลางเดินโซเซมาจนถึงห้องโถง แล้วก็ชะงักไปด้วยความประหลาดใจ

“เซลตี้! ทำไมยังไม่ไปนอนเหรอ”

เซลตี้หันไปทางชินระ ควันสีดำลอยมาจากบริเวณที่ควรจะเป็นศีรษะของเธอ ระหว่างที่เธอพิมพ์ข้อความลง PDA

‘ยินดีต้อนรับกลับนะ ชินระ’

ชินระยังนิ่งงันอยู่คล้ายพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว ครั้นแล้ว ดวงตาของชายหนุ่มก็พราวระยับขึ้นมาด้วยความดีใจ และความหวัง ดูไปก็คล้ายเด็กที่กำลังจะได้รับขนมหวานชิ้นโปรดเป็นรางวัล

“เซลตี้ คงไม่ใช่ว่าเธอนั่งรอฉันหรอกนะ เธอไม่พอใจที่กลับมาแล้วไม่เห็นฉันหรือเปล่า”

ทว่า เซลตี้กลับเลี่ยงคำถามนั้นไปโดยสิ้นเชิง

‘งานคงเหนื่อยมากสินะ คงเป็นเคสฉุกเฉินจริงๆ ถึงได้ดึงตัวเธอไปตอนมืดค่ำแบบนี้’

ชินระถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งข้างดุลลาฮานสาว

“เป็นพวกแก๊งยากูซ่าน่ะ ไม่รู้ไปเปิดฉากรบที่ไหนมา เลือดตกยางออกกันมาเป็นแถว ไปหาหมอที่ถูกกฎหมายไม่ได้ ก็เลยมาลากฉันออกไป ฉันยังไม่ทันตอบรับด้วยซ้ำนะว่าจะยอมทำงานหรือไม่ทำงาน มันนอกเวลางานของฉันด้วย ไม่เห็นใจคนอื่นเอาซะเลย พวกผู้มีอิทธิพลเนี่ย”

ทั้งสองนิ่งเงียบไปอยู่นานจนมีเพียงเสียงเข็มนาฬิกา

ครั้นแล้ว ชินระกล่าวขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

“นี่ เซลตี้ ถ้าพวกเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไปก็ดีเนอะ”

เซลตี้ไม่ตอบโต้อะไร

“ต่อให้เธอไม่รับรักของฉันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่ได้อยู่ข้างเธอ ฉันก็มีความสุขแล้วล่ะ ต่อให้จะมีงานที่หนักหนาสาหัสแห่ล้นเข้ามาแค่ไหน ก็จะทนได้ เพราะอย่างนั้นน่ะนะ เซลตี้...”

เสียงของชินระเซื่องซึม และแผ่วเบาลงไปทุกที จนในที่สุดก็ขาดหายไป ชายหนุ่มฟุบลงหลับบนไหล่ของหญิงสาวราวตุ๊กตาลานขาด

เซลตี้ปล่อยให้ชินระพิงเธอไปอยู่อย่างนั้น แล้วท่ามกลางความเงียบงันนั้น เธอก็บรรจงจับมือของชินระมากุมไว้

ยังไม่ต้องเข้าใจก็ได้ว่าความรู้สึกที่มีต่อชินระเป็นอย่างไร หรือความรู้สึก ‘รัก’ เป็นอย่างไร

ขอแค่รู้ตัวว่าอยากอยู่กับชายหนุ่มคนนี้ตลอดไป แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
avatar
Dollars
บุคคลนิรนาม

จำนวนข้อความ : 4
Join date : 21/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by dewlove on Tue Mar 23, 2010 5:25 pm

หมอขา.....น่ารักไปไหน=v=/////

(หวนกลับมาเปิดอ่านอีกรอบ)

มีการมานั่งรอหมอกลับบ้านด้วย น่ารักได้อีกกกกกก><~
avatar
dewlove
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 47
Join date : 20/03/2010
: 22
ที่อยู่ : ในรถตู้ของแก๊งโอตาคุ...

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by pumpkinpw on Tue Mar 23, 2010 6:31 pm

สนุกมากกกกกกกกกก

แต่.....

ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก

ว๊ากกกกกกกกกกกกTOT

เอาตรงๆเลยแอบร้องไห้ด้วยอะT^T

ชินระน่าสงสารไปแล้ววว

'อยู่ด้วยกันตลอดไป'

TOT

แอบคิดถึงตอนที่ชินระได้คุกกี้

ชินระเซลตี้สุดยอดดดด!
avatar
pumpkinpw
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 15
Join date : 20/03/2010
: 22
ที่อยู่ : หน้าร้านBBQPZ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by libra-akemi on Wed Mar 24, 2010 12:28 pm

เซลตี้เท่และน่ารักจริงๆค่ะ > <~

คุณหมอก็น่ารัก > <
avatar
libra-akemi
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 23
Join date : 20/03/2010
: 26

ดูข้อมูลส่วนตัว http://libra-akemi.exteen.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by Aki-Chan on Sun Jun 27, 2010 8:31 pm

หมอขา กรี๊ดดดดด ชอบคู่เซลตี้กับหมอที่สุดเลยค่าาาาาาา~~~
avatar
Aki-Chan
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 11
Join date : 27/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Dearest One (Celty MC / Shinra-Celty)

ตั้งหัวข้อ by asakura_durarara on Sun Jul 04, 2010 7:01 am

ยัยอาคิ้บังอาจมาก่อนช้านน~~//โดนลากออกจากบอร์ด

น่าย๊ากกกกก(?!)เอ๊ยน่าร๊ากกกกกมากกกก

(ไอ้)ชินระ(ไอ้)หมอหื่นๆๆ

ร๊ากกกคู่นี้จางงง
avatar
asakura_durarara
เด็กอนุบาล

จำนวนข้อความ : 11
Join date : 26/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ